วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

THE AMBASSADOR



                                    THE AMBASSADOR

                              ดิ แอมบาสเดอร์ ภารกิจเดือด
                        


  ปีเตอร์  แฮ็คเกอร์ (โรเบิร์ต มิชซั่ม ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว )   เอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกา
เดินทางสู่อิสราเอลเพื่อเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอล และกลุ่ม P.L.O. แต่อุดมการณ์ของเขา
ไม่ได้รับการตอบรับจากคนภูมิภาคนี้    ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนา ทั้ง
อิสราเอล และกลุ่มอาหรับหัวรุนแรงหรือแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐเอง  ต่างต้องการให้เขาถอนตัว
ออกมา แฮ็คเกอร์ถูกติดตามล่าโดยบุคคลนิรนาม ถูกแบล็คเมล์ด้วย Clip ภาพยนตร์ภรรยาของเขา
(เอลเลน เบอร์สตีนปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ) ร่วมเตียงกับชู้รัก(แฟบีโอ เทสตี้)หรืออีกหน้าหนึ่งคือผู้นำชาวปาเลสไตน์ และผู้ก่อการร้ายทุกรูปแบบ เพื่อกำจัดแนวความคิดของแฮ็คเกอร์ ทว่ามันไม่ได้ทำให้เขาล้มเลิกเพราะหากปล่อยสันติภาพผ่าน  มันอาจจะนานเกินรอ หรือสูญสลายเกินเยียวยา


  ด้วยความช่วยเหลือของแฟรงค์ สตีเวนสัน (ร็อค ฮัดสันปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว)เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล (โดนัลด์ พลีเซนส์ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) แฮ็คเกอร์ ต้องหาทางรักษาชีวิตการแต่งงาน หน้าที่ ประเทศชาติ ก่อนศตรูคู่แค้นจะกำจัดเขาไป

  ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามสื่อความหมายกับผู้ชมของปัญหาครอบครัวท่านทูตที่บางครั้งทุ่มเทให้กับงานและหน้าที่จนลืมคิดไปว่าภรรยาข้างกายของท่านที่อยู่ร่วมกันมา 18 ปี จนในที่สุดภรรยาของท่านประพฤติผิดนอกนอกลู่นอกทาง [Freaky] ถามว่าเธอผิดไหมก็ต้องตอบว่าผิดในทางศิลธรรม
จรรยา แต่ในทางกลับกันสัญชาตญาณ [Instinct] ของความเป็นมนุษย์ปุถุชน [Commoner] ตันหาราคะย่อมเกิดอยู่ภายในของมนุษย์ทุกคน ท่านทูตเข้าใจภรรยาและไม่ใช้อารมณ์ตัดสินความผิดชอบชั่วดีด้วยความรุนแรง ภาพยนตร์เน้นสันดานดิบของมนุษย์ไม่ว่าเป็นใครต้องมีทุกคนจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กำหนด ซ่อนเร้นปิดบังกันให้ดี แม้แต่ชู่รักของภรรยาท่านทูตเมื่อรู้ว่าทำผิดลงไปแล้ว (เพราะด้วยความไม่รู้) ก็พยายามที่จะไม่ให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียนี้ขึ้นมาอีก ภาพยนตร์พยายามหักมุมเนื้อหาของเรื่องกับปัญหาครอบครัวให้แยกออกจาก ภาระ หน้าที่ ประเทศชาติ กิเลสตัณหาถ้าเราสามารถ สยบมันได้ด้วยสติแล้วปัญหาทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี ผมขอชมเชยความเป็นลูกผู้ชายของท่านทูตแฮ็คเกอร์ครับ

  ผลงานกำกับโดย เจ  ลี  ธอมป์สัน [ The Gun of Navarone ] ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในอิสราเอล เป็นผลงานการแสดงเป็นเรื่องสุดท้าย ของยอดดาราอมตะ ร็อก  ฮัดสัน
 Cast Film    Robert Mitchum
                   Ellen Burstyn
                  Rock Hudson



Original Film TitleThe Ambassador
Poster TitleEMBAJADOR EN ORIENTE MEDIO
DirectorJ. Lee Thompson
Year1984
Film NationalityUSA
GenreCOMEDIA

หมายเหตุ ถ้าเป็นคนไทยคงทำใจลำบาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ผูกโยงเรื่องราวปัญหาได้ดีมาก 

คำพูดที่เป็น วลีเด็ด ท่านทูตถามว่า " คุณรักผมไหม" ภริยาตอบว่า " ฉันรักคุณคนเดียว แต่แฟบีโอ เทสตี้ให้ความรักแก่ฉันมาก " ฟังง่ายเหลือเกินแต่ทำใจยาก และคิดให้จงหนัก เราต้องสำรวจตัวเราเองแล้วทำใจให้เปิดกว้างแล้วจะมองเห็นเอง อย่าตัดสินใจด้วยอารมณ์



                               ------------------------------------------
                    Sampan Chanpa

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

SAVING PRIVATE RYAN



            SAVING  PRIVATE  RYAN
                                   

  ใครที่คิดจะฆ่าตัวตายแล้วบังเอิญได้อ่านบทความนี้  ให้หยุดความคิดไว้ก่อนนะครับ แล้วลองไปชมภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan ก่อนแล้วท่านจะทราบว่าไม่มีชีวิตใดหรอกที่ไร้ค่า และสมควรจะจากโลกนี้ไปโดยที่ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ  ชีวิตใดชีวิตหนึ่งในโลกเรานี้  มีโอกาสได้ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม  เฉกเช่นทหารหาญทั้ง 8 นายที่ได้ร่วมผจญภัยไปกับกัปตัน มิลเลอร์ เพื่อช่วยพล ทหารไรอัน  และยังมีส่วนช่วยให้สัมพันธมิตรมีชัยชนะเหนือนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้อีกด้วย

                                            

  หนังเปิดตัวที่ เจมส์ ไรอัน ยามชรากับครอบครัวมาเยี่ยมหลุมฝังศพหนึ่งที่สุสาน Arlington แล้วแฟลชแบคกลับมาที่การยกพลขึ้นบกของสัมพันธมิตรที่ชายฝั่งนอร์มังดีประเทศฝรั่งเศสโดยมมีทหารหน่วยของกัปตันมิลเลอร์เป็นหัวหอกในการบุกทะลวงเข้ายึดหาด โอมาฮาจากทหารเยอรมันเกือบครึ่งชั่วโมงของการยกพลขึ้บก  ผู้ชมจะตกอยู่ในสภาพ "เสมือน" ทหารที่อยู่ในสมรภูมิด้วยระบบเสียงสมบูรณ์แบบในยุคปัจจุบัน และภาพที่สมจริงเหลือเกินที่ทำเอาผมต้องโยกตัวหลบกระสุนไปด้วยทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืน  แล้วก็เกิดอาการตกใจทุกครั้งที่กระสุนพุ่งเข้าหาทหารคนใดคนหนึ่งโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อนภาพศพทหารชวนสังเวชแบบต่าง ๆ กันไปรวมทั้งทหารเดินไปมาเก็บแขนเก็บไส้ของตัวเองอยู่กลางสนามรบสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงของสงครามได้เป็นอย่างดี (จนอยากจะเป็นลม)

                                        

  หลังจากยกพลขึ้นบกเป็นผลสำเร็จ  ภารกิจต่อไปของกัปตันมิลเลอร์คือ  การติดตามค้นหาพลทหารเจมส์  ไรอันจากสนามรบเพื่อนำกลับบ้าน  โดยคำสั่งจากนายทหารระดับนโยบายที่เห็นใจครอบครัวไรอันที่ได้สูญเสียบุตรชายไปในสนามรบคราวเดียวกันถึง 3 คน  คำสั่งนี้สร้างคำถามขึ้นในใจของทหารทุกคนในหน่วยว่าอะไรคือความสำคัญที่สุดระหว่างชีวิตของตัวเองกับการทำตามหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เยี่ยงทหารที่ดี หนังได้สร้างภาพของทหารทั้ง 8 นายให้มีลักษณะนิสัยและความสามารถในการรบต่างกันโดยมีจังหวะ และ "ดวง" เป็นเครื่องตัดสินการมีชีวิตรอดอยู่ในสนามรบ  แต่สิ่งเหล่านี้มิได้ตัดสินว่าผู้ใดจะเป็นผู้ชนะในสงคราม   ถ้าไม่มีนายทหารผู้มีความสามารถในเชิง
กลยุทธ และมีจิตวิทยาในการบริหารทหารในหน่วยอย่างกัปตันมิลเลอร์อยู่ด้วย  กัปตันมิลเลอร์ยังเป็นผู้ที่เข้าใจเป้าหมายของการทำสงครามว่า ต้องสร้างความได้เปรียบเพื่อให้เกิดชัยชนะ  มากกว่าแค่การทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จเท่านั้น  ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังของท่านมุ้ย  เรื่อง สารวิน ที่มีอะไรหลายอย่างคล้าย ๆ กันเพียงแต่เปลี่ยนจากทหารเป็นตำรวจ และเปลี่ยนจากพลทหารไรอันเป็นนักค้ายาเสพติด และไม้เถือนเท่านั้นเอง

                                         


  ผมออกมาจากโรงภาพยนตร์ เข้าไปในรถ ปิดประตู แล้วขับออกมาเลย  ไม่เปิดแอร์ เพราะยังหนาวยะเยือกกับภาพสมจริงของสงครามอยู่ ไม่เปิดวิทยุเพราะเสียงของสงครามในหนังเรื่องนี้ยังดังอึงอลอยู่ในหูของผม ส่วนในใจนั้นกลับกลัวมาก กลัวสงคราม ไม่อยากให้สงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดในโลกนี้  เพราะทุกชีวิตเมื่อได้เกิดมาแล้วก็สมควรจะมีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ให้คุ้มค่าที่สุดเหมื่อนอย่างที่กัปตันมิลเลอร์กล่าวกับพลทหารไรอันในตอนท้ายของเรื่องให้ "Earn  Your  Life "
นั่นแหละครับ    

                                      
                                          

                       ______________________________________________

                                      Sampan Chanpa

                              

หนังประทับใจที่ผมไม่มีวันลืม



                                         Saving Private Ryan

             [Steven Spielberg]

                                    

  นายทหาร 8 คนจากฝ่ายสัมพันธมิตร ได้รับคำสังจากเบื่องบนให้เข้าไปนำตัวพลทหาร ไรอัน  ออกมาจากสมรภูมิรบที่ห้อมล้อมด้วยพวกเยอรมันกลับไปสู่บ้านที่เหลือเพียงแม่ และขาดพี่ทั้ง 3 คน
ซึ่งเสียชีวิตไปในสนามรบก่อนหน้านี้แล้ว  ท่ามกลางความขัดแย้งในจิตใจที่ถามถึงคว่มจำเป็นที่ต้องเอาชีวิตทหาร 8 คนเข้าไปแลกกับคน ๆ เดียว  แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็สละความโต้แย้งกันเพื่อบรรลุในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่  ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศ  แต่เพียงเพื่อหวังจะได้กลับบ้าน

                                           

  เป็นหนังสงครามที่เต็มไปด้วยพลังและความหมายในเชิงปัจเจก ภาพความโหดร้ายทารุณของสงครามถูกนำมาเสนออย่างจงใจ และไม่ประนีประนอม การเคลื่อนไหวกล้องแบบมือถือเปี่ยมไปด้วยประสิทธภาพ  สั่นไหวทว่าทรงพลังทุกเม็ดกระสุน และเสียงปืนกลนำมาซึ่งความเจ็บปวดและสูญเสีย  ฉากการรบตรึงคนดูให้อยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว และหัวเสีย  หนังไม่ได้แสดงให้เห็นถึงวีรกรรมอย่างเชิดชูความห้าวหาญ  แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความหวันเกรงความไม่แน่ใจของเหล่านายทหาร กระทั้งผู้นำของกลุ่มอย่างผู้กอง มิลเลอร์ ที่มุ่งมั่นในหน้าที่่ก็ไม่ใช่เพราะเพื่อชัยชนะหรือเพื่อวีรกรรม แต่เพื่อผลตอบแทนคือการได้กลับจากสงครามสู่บ้านอันอบอุ่น  นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความเหลวไหลไร้สาระของสงครามอย่างชัดแจ้ง

                                                     


  ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึง Seven Samurai  ของ คุโรซาว่า  มีอย่างน้อยสองตอนที่มีความคล้ายคลึงกันเหมือนรับอิทธิพลมา  หนึ่งฉากคือการฝังศพนายทหารที่เสียชีวิตไปในระหว่างการตามหาไรอันกับฉากฝังศพซามูไรผู้พลีชีพในการทำสงครามกับเหล่าโจร  ภาพแสงและเงาของผู้ที่ยังอยู่ ยืนห้อมล้อมไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต  เห็นแล้วทำให้นึกเปรียบเทียบขึ้นมาทันที  สองคือ สถานการณ์สู้รบตอนท้ายเรื่องเหล้าทหารตั้งป้อมในเมืองร้างรอพวกเยอรมันบุกเข้ามา  เฉกเช่นเดียวกับพวกซามูไรที่ตั้งค่ายในหมู่บ้านรอเผด็จศึกพวกกองโจร  ไม่แปลกใจเลยว่าอิทธิพลของ
คุโรซาว่าที่มีต่อ สปิลเบิร์ก นั้นลึกซึ้งเพียงใด 

                                            

                             _________________________________________

                                                         Sampan Chanpa

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อินทรีแดง: ฮีโร่สัญชาติไทย




                                                       ตำนานมายา

                                                อินทรีแดง: ฮีโร่สัญชาติไทย

 

 คุณสมบัติอันโดดเด่นของ  "พระเอกหนังไทย" ในสายพันธุ์หนังบู๊๊ก็คือเก่งฉกาจไปเสียทุกเรื่อง  ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า  เตะต่อยตีลังกากลิ้งตกเขาเป็นลูก ๆ  อย่างไม่สะทกสะท้าน  พอจับปืน  ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนรุ่นไหน  กระบอกสั้น  กระบอกยาว  ก็ยิงแม่นราวจับวาง  แถมมีลีลาท่าทางเท่ ๆ ไม่ซ้ำแบบ....  ปราบเหล่าร้ายได้เป็นโขยง ๆ โดยที่ตัวเองไม่เจ็บเลยสักนิด  หรือถ้าโดนยิงเข้าบ้างก็จะหายไวเป็นปลิดทิ้งซะงั้น  ความเก่งแบบเหนือชั้นอย่างนี้เป็นเอกลักษณ์ของพระเอกหนังไทย

โรม  ฤทธิไกร  เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้รักชีวิตอิสระ  ชอบบู๊โลดโผน  ได้อุทิศตนเพื่อปกป้องความสงบสันติสุขของผู้คน และสังคม  โดยมักจะออกไปสกัดกั้น และปราบปรามวายร้ายที่บ่อนทำลายความสงบสุขของผู้คนอยู่เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมหรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าร้ายที่ปฏิบัติการเป็นขบวนการ  มุ่งทำลายความมั่นคงของชาติ  จึงมักจะต้องพบกับการขัดขวางจาก  อินทรีแดง บุรุษในชุดดำที่มีหน้ากากรูปอินทรีแดงผงาดปีกคาดทับ  ปกปิดโฉมหน้าที่แท้จริง  กลายเป็นสายลับนักฆ่าที่ทรชนต้องหวาดหวั่นในฝีมือฉกาจฉกรรจ์  ปะฉะดะ บู๊แซ่บครบรส  ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ  โดยน้อยคนนักที่จะรู้ว่า 

โรม  ฤทธิไกร  ก็คือ อินทรีแดง  ฮีโรที่ไม่ต้องการอวดผลงานหรือประกาศให้ใครมาสรรเสริญนั่นเอง...... สร้างสรรค์ตัวละครสุดเท่  ที่มีแฟนประจำเป็นจำนวนมาก  เป็นฮีโร่สัญชาติไทยแท้  โดยจินตนาการมันส์โคตรของ เศก ดุสิต เจ้าแห่งอาชญนิยายที่ไม่เป็นรองใคร

 อินทรีแดง  ขึ้นจอหนังครั้งแรกในตอน เจ้านักเลง ในปี ๒๕๐๒ มีตัวละครจากซีรี่สฮีโร่  

สี่คิงส์   ของนักเขียนคนเดียวกันมาประกบคือ  คมน์ พยัคฆราช  จึงเพิ่มความเข้มข้นเชือดเฉือน แย่งชิงความเป็นหนึ่ง  พระเอกใหม่ที่เพิ่งมีผลงานมาเรื่องเดียว มิตร ชัยบัญชา  สวมหน้ากากรับบทอินทรีแดงเป็นครั้งแรก  ประกบสองนางเอก อมรา  อัศวนนท์ และ เรวดี ศิริวิไล  จากบทและการกำกับของ ประทีป  โกมลภิส   เป็นหนังที่ทำให้ มิตร ชัยบัญชา ดังระเบิด  และเป็นจุดเริ่มของความชื่นชอบถึงระดับความคลั่งไคล้ของเขาที่มีต่อบทหรือตัวละครตัวนี้ จนยึดครองบท อินทรีแดง ในซีรี่ส์ต่อ ๆ มาอย่าง ทับสมิงคลา ปี ๒๕๐๕ มิตร ประกบ อมรา และ อุษา  อัจฉรานิมิตร  อนุชา รัตนมาลย์  โดยมิตรออกทุนร่วมกับเพื่อนอำนวยการสร้างเอง วิน วันชัย กำกับการแสดง มิตรยังได้สั่งตัดชุดอินทรีแดงและเก็บรักษาด้วยความทะนุถนอม มีเสื้อ - กางเกงสีดำ เข็มขัดริ้วแดง มีหัวเป็นรูปนกอินทรีถลาลงจับเหยื่อ หน้ากากสีแดงตัดด้วยสักหลาดเป็นรูปอินทรีกางปีกขลิบขอบด้วยหนังสีดำมีเส้นยางรัดกับศรีษะ

 ช่วงระยะเดียวกันเพื่อนร่วมรุ่นของ  อินทรีแดง  ยังมีฮีโร่จากจินตนาการอาชญนิยายสไตล์เดียวกับ BATMAN โดย ส. เนาวราช สร้างตัวละคร แมน ดำเกิงเดช  เป็นหนุ่มสังคม ทายาทเศรษฐี มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์  แต่รักการผจญภัย ชอบใช้ชีวิตโลดโผน ขณะเดียวกันก็รักสันโดษครองตัวลึกลับ  โดยจะออกไล่ล่าเหล่าร้ายในยามราตรี ด้วยการสวมชุดอำพรางสีดำ  ไม่มีใครรู้จักโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา  นอกจากจะรู้จักในนาม เหยี่ยวราตรี  ผู้สวมหน้ากากรูปเหยี่ยวผงาดปีกออกปราบปรามศัตรูสังคม   เพื่อรักษาความสงบปลอดภัยในเมืองหลวง เป็นอีกหนึ่งซีรี่ส์นิยายอาชญากรรมยุค พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่ได้รับควานิยมอย่างสูง

 

พฤติกรรมของเหยี่ยวราตรีนั้นได้ถูกสร้างออกมาเป็นตอน ๆ ให้ติดตาม เช่นตอน หน้ากากผี ถูกเลือกให้ขึ้นจอหนังไทย โดยเซียนเป๋ สนั่น  นาคสู่สุข  ปั้นหนุ่มแปดริ้วมารับบทฮี่โร่สวมหน้ากากของไทยในชื่อแจ้งเกิดว่า แมน  ธีรพล  ได้มีโอกาสเป็นพระเอกเรื่องแรก ประกบดาราสาว เรวดี  ศิริวิไล  วิไลวรรณ  วัฒนพานิช   เยาวนารถ  ปัญญะโชติ  จากการกำกับของ วสันต์  สุนทรปักษิณ

 

ในยุคเดียวกันยังมีฮีโร่สวมหน้ากากออกมาประชันกันอีกมาก  อาทิ ชนะ  ศรีอุบล  ในเรื่อง เขี้ยวพิษของ แก้วฟ้า  ลือชัย  นฤนาถ จอมโจรหน้ากากดำในเรื่อง  ดอกฟ้าในมือโจร  ประกบ อมรา  อัศวนนท์  จากนิยายของ อดุลย์  ราชวัง  และไม่เพียงแต่ฝ่ายชายที่สวมหน้ากากเป็นฮีโร่  นางเอกสาวเก่งอย่าง อมรา อัศวนนท์  ก็ขอรับบท นางโจรสาวผู้มาพร้อมกับอันตรายสุดขั้ว และเซ็กซี่สุดขีดจากเรือง เห่าดง ปี ๒๕๐๑ บทประพันธ์ของ พนมเทียน สร้างเงื่อนงำให้ชีวิตของหญิงสาวต้องจับปืนกลายเป็นอาชญากร  เพื่อสืบหาความจริงที่ถูกปิดบังบางอย่างและทวงถามความยุติธรรมสำหรับเธอ  ขณะที่เส้นทางโจรของเธอก็เป็นสิ่งที่ทางการต้องการยับยั้งและปราบปรามให้ได้โดยเร็ว

 

นายตำรวจฝีมือดีจึงถูกส่งตัวมาปฏิบัติภารกิจนี้  โดยที่เขาไม่อาจล่วงรู้มาก่อนว่าเสน่ห์ของเธอจะทำให้เขาไขว้เขวได้ ไชยา  สุริยัน ได้รับเลือกจาก ศิริ  ศิริจินดา ผู้กำกับให้มารับบทประกบกับอีกหนึ่งนางเอก จากเวทีนางงาม งามตา  ศุภพงศ์  จากการสร้างของ แท้  ประกาศวุฒิสาร แห่งไทยไตรมิตรภาพยนตร์ ภาพลักษณ์นางเอกบู๊ ของ อมรา ยังปรากฎต่อเนื่องใน สี่คิงส์ จากอาชญนิยายของเศก ดุสิต  โดยมีการสวมหน้ากากควงปืน ออกไล่ล่าศัตรูร้ายของชาติซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ข้ามชาติเลยทีเดียว

 

ปี ๒๕๐๖ มิตร ก็ได้รับบทใน อวสานอินทรีแดง คู่ เพชรา  เชาวราษฎร์ ซึ่งในตอนจบท้ายเรื่อง โรมเขียนจดหมายถึง พ.ต.ต.มนตรี เสรีกุล  นายตำรวจที่ไล่ล่าเหล่าร้ายและตัวอินทรีแดงเอง (ในฐานะทรชนซ่อนหน้า) เพื่อขอลาพักภารกิจ แต่ในที่สุดก็กลับมาปรากฎตัวฟาดฟันศัตรูอีกใน อินทรีคืนรังแต่บนจอหนังไทย ก็มีการนำนิยายของ เศก ดุศิต ที่เขียนถึงอินทรีแดงตอนต่าง ๆ มาขึ้นจออย่างต่อเนื่อง  โดย มิตร-เพชราได้กลับมาพบกันอีกใน เรื่อง ปีศาจดำ ปี ๒๕๐๙ ในปีค ๒๕๑๑ มิตรก็เปลี่ยนคู่เป็น พิศมัย วิไลศักดิ์ ใน เจ้าอินทรี ซึ่ง ฉลอง  ภัคดีวิจิตร เป็นผู้ซื้อบทประพันธ์ไปกำกับเองในชื่อดรรชนี พร้อมทั้งทำหน้าที่ถ่ายภาพร่วมกับ สันทัด  ศรีสัมพันธ์  มีนักแสดงร่วมชื่อดังอย่าง สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์   อดุลย์ ดุลยรัตน์   อนุชา รัตนมาลย์   พร ไพโรจน์  พร้อมสองดาวยั่วทรงโต ปรียา  รุ่งเรือง   แก่นใจ  มีนะกนิษฐ์ ฯลฯ ถือเป็นอินทรีแดงที่ทำได้กระชับฉับไว ดูสนุกเร้าใจเรื่องหนึ่ง

 

กระทั้งมาถึงบทอวสานในชีวิตจริงจาก อินทรีทอง ปี ๒๕๑๓ ที่สร้างจากนิยายตอน อินทรีคืนรัง เป็นพฤติกรรมตอนที่อินทรีแดงตัวปลอมออกอาละวาดป้ายความผิดให้เขาอินทรีทองจึงปรากฎตัวเพื่อทวงศักดิ์ศรีกลับคืน  มิตรขอกำกับการแสดงเองและทุ่มเทให้หนังเป็นอย่างมาก อดหลับอดนอนเพื่อให้หนังออกมาดีที่สุด ครรชิต  ขวัญประชา ได้รับบทอิทรีแดงตัวร้าย เพชรา  เชาวราษฎร์ มาในบทเดิมหวานใจของโรม ซึ่งมิตรซื้อลิกขสิทธิ์ร่วมกับ สมนึก  เหมบุตร ประกาศสร้างเป็นหนังในระบบ ๓๕ มม. ทุ่มงบไม่อั้น ประกบนักแสดงอย่าง อดุลย์    ประจวบ    ชุมพร   โขมพัสตร์   พูนสวัสดิ์  สีเทา  ฯลฯประชันฝีมือกันเต็มที่ และในฉากจบของเรื่อง เป็นฉากที่เพชราขับเฮลิคอปเตอร์มารับอินทรีทอง โดยหย่อนบันไดเชือกลงมาให้  มิตรเล่นบทเสี่ยงนี้ด้วยตนเอง  โดยไม่มีระบบเซฟตี้เลยวิเชียร  วีระโชติ เป็นผู้ถ่ายภาพฉากจบของเรื่องนี้  โดยมิตรต้องกระโดดขึ้นเหยียบบันไดเชือกแล้วฮ. ก็พาบินขึ้นเหนือฟ้าไป ก่อน จะขึ้นตัวหนังสือ อวสาน.....แต่แล้วมิตรกลับกระโดดคว้าเชือกได้ในลักษณะแขวนตัวลอย เท้าไม่สามารถเหยียบบันไดเอาไว้ได้ เมื่อ ฮ. พาบินขึ้นเหนือฟ้าไปตามคิวเดิมที่วางไว้

 

 (ฉากนี้จึงเลยไม่มีการสั่งคัตหรือสื่อสารกันเพื่อแก้ไขอะไรได้)  มิตรจึงต้องจำทนจับบัีนไดไว้ให้แน่นที่สุดแต่ด้วยแรงลมเหนืออากาศชายทะเลแรงมากจนทำให้เกิดแรงเหวี่ยงตอน ฮ.บินโค้ง.....ถุงมือที่ลื่นไถล...กับแรงข้อมือที่ยึดไว้ไม่ไหวแล้ว.....พระเอกผู้กำกับมิตร  ชัยบัญชาก็หลุดร่วงลงมาพื้น.....ประสบอุบัติเหตุตกเฮลิคอปเตอร์เสียชีวิต ณ อ่าวดงตาล พัทยา เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๑๓ ด้วยวัยเพียง ๓๖ ปี

 

ต่อมาอินทรีแดงยังถูกนำมาสร้างเป็นหนังบู๊ดูมันส์อีกหลายครั้ง หลายตอน อาทิ ตอน บินเดียว (๒๕๒๐ สิงหา  สุริยง, นัยนา  ชีวานันท์ นำแสดง วิน  วันชัย สร้างและกำกับฯ) อินทรีแดงตอนพรายมหากาฬ (๒๕๒๒ สร้างบทภาพยนตร์โดย พงศ์  อำมาตย์ กำกับการแสดงโดย ส.อาสนจินดา) มอบบทโรม ฤทธิไกร ให้ กรุง ศรีวิไล ประกบ อรัญญา  นามวงศ์ ที่ได้รับบทเด่นเล่นเป็นสองคาแร็กเตอร์ คือ วาสนา เทียนประดับ คนรักของโรม  กับนางโจรสายลับของแก๊งวายร้าย และมีผู้ร่วมแสดงอีกเช่น นิรุตติ์   เมตตา   ลักษณ์   สายัณห์  ทัต  บู๊ ฯลฯ 

 

ต่อมาอินทรีแดงถูกนำมาสร้างเป็นซีรี่ส์ทางจอ ทีวี ตั้งแต่รุ่น นาท  ภูวนัย, สีตลา  เรืองศิริ, จนถึงรุ่นเจส์-เรืองศีักดิ์  ลอยชูศักดิ์ รับบท คู่กับ น้ำฝน-กุลนัฐ และล่าสุด ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่นร่วมกับ  

กันตนา  ก็นำกลับมาขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง จากการตีความใหม่ของ วศิษฏ์  ศาสนเที่ยง ที่มี

อนันดา  เอเวอริ่งแฮม มารับบท อินทรีแดง ก็ต้องติดตามดูกันว่าจะได้รสชาติแปลกตืนตาเล้าใจต่างไปจากเดิมอย่างไร 

ขณะพิมพ์ต้นฉบับนี้ อินทรีแดงตอนใหม่ลงโรงทำการฉายไปแล้วได้รับการตอบรับได้พอสมควร ตอนอวสานของเรื่อง ทำถ้าจะสร้างตอนต่อไปแต่ไม่รู้จะสร้างเมื่อไหร่ 

 

 

                                          

         __________________                 ____________________ 


     

                  ___________________________________________________

Sampan Chanpa


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Seven Samurai 1954




                          Seven Samurai 1954
  



กำกับ Akira Kurosawa
สร้าง Sojiro Motoki
เขียนบท Akira Kurosawa, Shinobu Hashimoto, Hideo Oguni
ดนตรี Fumio Hayasaka
ถ่ายภาพ Asakazu Nakai
ตัดต่อ Akira Kurosawa
เวลา 207 min.
ประเทศ Japan
ภาษา Japanese
แนว drama action

 Cast
Takashi Shimura ...  Kambei Shimada
Toshirô Mifune ...  Kikuchiyo
Yoshio Inaba ...  Gorobei Katayama
Seiji Miyaguchi ...  Kyuzo
Minoru Chiaki ...  Heihachi Hayashida
Daisuke Katô ...  Shichiroji
Isao Kimura ...  Katsushiro Okamoto
Keiko Tsushima ...  Shino
Yukiko Shimazaki ...  Rikichi's Wife
Kamatari Fujiwara ...  Manzo, father of Shino
Yoshio Kosugi ...  Mosuke
Bokuzen Hidari ...  Yohei
Yoshio Tsuchiya ...  Rikichi
Kokuten Kodo ...  Gisaku, the Old Man
Takuzo Kumagaya ...  Peasant (as Jiro Kumagai)

 มีคนเปรียบอภิมหาผู้กำกับชาวอาทิตย์อุทัย Akira Kurosawa คือ "John Ford แห่งตะวันออก"

หากจะให้เดา Kurosawa อาจไม่ปฏิเสธสมญานี้ เพราะความคลั่งไคล้ในตัวผู้กำกับ John Ford น่าจะมีส่วนทำให้หนังของเขาเต็มไปด้วยมีกลิ่นอายของตะวันตก

ความคิดที่กล่าวมาข้างต้น อาจใช้อธิบายว่า ทำไมหนังซามูไรหลายเรื่องของ Kurosawa ถูกแปลงเป็นหนังเคาบอยตะวันตกอย่างง่ายดาย Rashomon (1950) ถูกฮอลลีวู้ดเอาไปทำเป็นหนังเคาบอยชื่อ The Outrage (1964) พระเอก Paul Newman รับบทโจรร้าย บทเดียวกับที่ Toshiro Mifune แสดงในหนังญี่ปุ่นต้นฉบับ

หนังซามูไร Yojimbo (1961) ถูกผู้กำกับ Sergio Leone นำมาสร้างใหม่เป็นหนังเคาบอยมะกะโรนี A Fistful of Dollars (1965) เรื่องแรกในชุดไตรภาค The Dollars Trilogy ที่สร้างชื่อให้กับพระเอก Clint Eastwood จากบทเคาบอยนิรนาม (man with no name)

แต่ในบรรดาหนังฮอลลีวู้ดที่สร้างจากหนังต้นฉบับของ Kurosawa มีแค่ The Magnificent Seven (1961) เรื่องเดียวที่เข้าข่ายประสบความสำเร็จมากที่สุด The Magnificent Seven ดัดแปลงมาจาก Seven Samurai หนังซามูไรยิ่งใหญ่ระดับ epic

พล็อตของ Seven Samurai ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ใช้ญี่ปุ่นศตวรรษที่ 16 เป็นฉาก เหตุเกิดที่หมู่บ้านกลางป่าที่ถูกโจรร้ายปล้นหลังเก็บเกี่ยวทุกปี ความยากแค้นทำให้ชาวบ้านบางคนอดรนทนไม่ได้ อยากลุกขึ้นสู้ แต่เพราะไร้ความสามารถทางการรบ จึงบากหน้าไปหาซามูไรมาสู้แทน

แต่เดิมเริ่มแรก Kurosawa คิดอยากทำหนังที่บรรยายถึงชีวิตของซามูไรคนหนึ่งภายในช่วงเวลาหนึ่งวัน เริ่มจากตื่นนอนและจบลงด้วยการคว้านท้องตัวเองเพื่อรักษาเกียรติ แต่หลังจากศึกษารอบด้าน Kurosawa พบว่ามีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะทำหนังที่ว่า ก็เลยเปลี่ยนใจ แล้วก็ให้บังเอิญที่ Kurosawa ได้อ่านบทความเรื่องเกี่ยวกับชาวนาจ้างซามูไรมาปกป้องหมู่บ้าน เขาเห็นเข้าท่า ก็เลยเอาความคิดนี้มาผูกเรื่อง Kurosawa สร้างตัวละครสำคัญที่มีบทพูดในด้านลึก ลงรายละเอียดถึงขนาดคนเหล่านี้แต่งตัวอย่างไร ชอบกินอะไร มีปูมหลังอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร และอีกสารพัดรายละเอียดที่คิดออก วิธีการนี้ยังไม่เคยมีผู้กำกับหนังญี่ปุ่นคนไหนทำมาก่อน

ภายใต้พล็อตที่แสนเรียบง่ายของ Seven Samurai หนังกลับสะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามในแง่มุมหลากหลายมิติ แม้จะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น แต่เหตุการณ์ในหนังตั้งบนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ช่วงศตวรรษที่ 16 ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี 1587-1588 ญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะสงครามรบพุ่งแย่งชิงอำนาจในหมู่ซามูไรตระกูลใหญ่ผู้ครอบครองปราสาท ผลพวงที่ตามมาคือโรนิน (Ronin) ซามูไรไร้นาย

ซามูไรคือทหาร แลกชีวิตในการรบกับการอุปถัมภ์ค้ำชูของชายซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองปราสาท หากนายเสียชีวิต ซามูไรที่หยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย เต็มใจเปลี่ยนสภาพจากซามูไรเป็นโรนิน พเนจรไปทั่วทุกสารทิศ หาเลี้ยงชีพด้วยความสามารถเดียวที่มี คือการใช้อาวุธผลาญชีวิตผู้คน

แม้ Kurosawa จะสืบตระกูลจากซามูไรเก่า แต่เขาก็มองภาพซามูไรตามความเป็นจริง ซามูไรมีทั้งที่เก่งแต่ปากกับเก่งตัวจริง มีทั้งที่ชอบใช้อำนาจรังแกผู้อื่นกับที่กล้าสละชีวิตช่วยผู้ที่ถูกอำนาจ เถื่อนรังแก

Kambei Shimada หัวหน้ากลุ่ม 7 เซียนซามูไรคือตัวแทนของซามูไรที่แม้จะผ่านร้อนหนาวนับไม่ถ้วนแต่ก็ยังยึด มั่นในคุณธรรม หลังตระหนักชัดแจ้งว่า ข้าวคือสิ่งที่มีค่าอย่างเดียวในชีวิตชาวนา เป็นค่าจ้างที่ประเมินคุณค่าไม่ได้ Kambei เป็นคนแรกที่ยอมแลกชีวิตกับค่าจ้างแค่ข้าววันละ 3 มื้อที่ชาวนาเสนอให้

ช่วงเปิดตัว Kambei หนังแสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของซามูไรคนนี้ เขายอมโกนหัว ปลอมตัวเป็นพระ เพื่อช่วยลูกชาวนาที่ถูกโจรจับเป็นตัวประกัน ตามธรรมเนียมซามูไร การโกนหัวถือเป็นเรื่องใหญ่ แทนความหมาย 2 นัย ถ้าไม่ใช่การทิ้งทางโลกย์เพื่อไปสู่ทางธรรม ซามูไรโกนหัวคือผู้ที่ถูกลงโทษขั้นรุนแรง ถูกอัปเปหิจากความเป็นซามูไร

หลังช่วยชีวิตเด็กสำเร็จ Kambei เดินจากสถานที่เกิดเหตุเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

Kyuzo ซามูไรร่างเล็ก ไอ้เสือยิ้มยาก แต่เพลงดาบเฉียบขาด เก่งกาจกว่าพรรคพวกทั้ง 6 คน คือบุรุษผู้เข้าถึงจิตวิญญาณแท้จริงของซามูไร เงียบขรึม รักสันโดษ ถ่อมตน ฝึกฝนฝีมือจนบรรลุขีดสูงสุด เป็นนักฆ่าที่ชอบหลีกเลี่ยงการฆ่าหากสามารถ

ถ้าครึ่งแรกเป็นการนำเสนอภาพของซามูไร ครึ่งเรื่องหลัง ก็คือการนำเสนอภาพของชาวนา

ก้าวเท้าแรกที่มาถึงหมู่บ้าน ซามูไรทั้งเจ็ดพบแต่ความว่างเปล่า ชาวบ้านปฏิบัติตัวกับซามูไรไม่ต่างกับโจร ต่างแอบซ่อนตัวเพราะกลัวอันตราย

ซามูไรทั้งเจ็ดเริ่มวางแผนการรับมือกลุ่มโจร ฝึกฝนชาวนาให้รู้จักการรบ ความสัมพันธ์ระหว่างซามูไรกับชาวนาพัฒนาในทางที่ดี จนกระทั่งวันหนึ่ง Kikuchiyo หนึ่งในเจ็ดซามูไรขนเกราะ ดาบ สารพัดอาวุธยุทโธปกรณ์มาให้พรรคพวกใช้หวังเอาใจ โดยหารู้ไม่ว่า การกระทำนั้นสร้างความโกรธแค้นให้กับเหล่าซามูไรแท้ ขนาดคิดฆ่าทิ้งชาวนาทั้งหมู่บ้าน เพราะทั้งเกราะและดาบที่เห็น ล้วนถูกแย่งชิงจากซามูไรบาดเจ็บ และหลายคนในนั้นอาจถูกชาวนาฆ่า!!

แต่ก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลาย Kikuchiyo ลูกชาวนาที่พ่อแม่ถูกโจรฆ่าตายเปิดอีกมุมมองให้กับเหล่าซามูไร เขายอมรับว่าชาวนาไม่ใช่คนดี โกหก เจ้าเล่ห์ ไว้ใจไม่ได้ เวลาถูกถามว่ามีข้าวหรือเปล่า ชาวนาจะตอบว่าไม่มี แต่ความจริงแอบซ่อนไว้ เวลามีสงคราม ชาวนาจะเหลาไม้ไผ่ปลายแหลมเตรียมล่าซามูไรที่บาดเจ็บป้องกันตัวเองไม่ได้ แต่คนที่ทำให้ชาวนาเป็นเช่นนี้ ก็คือพวกซามูไร ทุกครั้งที่มีสงคราม หมู่บ้านถูกเผา ทุ่งนาถูกเหยียบย่ำทำลาย อาหารถูกแย่งชิง ผู้หญิงถูกข่มขืน ผู้ชายถูกจับเป็นทาส ใครขัดขืนก็จะถูกซามูไรฆ่าทิ้ง เช่นนี้แล้ว ซามูไรกับโจรต่างกันตรงไหน!?

ผู้รู้วิเคราะห์ว่า ฉากนี้เป็นความต้องการส่วนตัวของ Kurosawa ที่ต้องการขอโทษแทนชนชั้นซามูไรที่นำประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามสร้างความ เดือดร้อนทุกข์ยากสาหัสกับชาวญี่ปุ่นนานหลายศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ร่วมสมัย (ขณะนั้น) สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน!

มนุษย์ไม่ว่าชนชั้นไหน มีทั้งดีและเลว นี่คือสิ่งที่ Kurosawa พูดเสมอในหนังของเขา

สุดท้าย Kikuchiyo ที่แม้เป็นลูกชาวนา แต่ก็เลือกตายอย่างซามูไรทรงเกียรติได้

Kurosawa ทำ Seven Samurai เป็นหนังที่ดูได้อย่างสนุกสนานไม่เบื่อ การสร้างตัวละครที่น่าสนใจ วิธีการคัดเลือกซามูไรของ Kambei การวางแผนรบอันแยบยล ฉากการรบแตกหักกลางฝนที่ตื่นเต้นเร้าใจ อารมณ์ขันที่แทรกตัวเป็นระยะ ช่วยสลับอารมณ์หนักเบาให้กับเรื่อง

เมื่อภารกิจลุล่วง ไม่มีที่ว่างในหมู่บ้านเหลือให้กับซามูไรที่รอดชีวิต "ซามูไรผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนสายลม" Kambei บอก "แผ่นดินคงอยู่ต่อไป ชาวนาก็จะยังอยู่คู่ผืนนาของพวกเขา"

อีกครั้งที่ Kambei เดินจากสถานที่เกิดเหตุเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รางวัลที่เขาได้คือความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง

ท้ายที่สุด ผู้ปราชัยคือซามูไร ชนชั้นที่ถูกกวาดตกขอบประวัติศาสตร์ ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีพลังใดทัดทาน

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไม Kurosawa เจาะจงให้ซามูไรตายด้วยกระสุนปืน...อาวุธสมัยใหม่...ที่ไม่รู้ยิงจากไหน แทนที่จะตายด้วยคมดาบ จากศัตรูที่อยู่ตรงหน้า!?

Kurosawa มีสไตล์การทำหนังของตัวเอง เขาให้ความสำคัญกับการตัดต่อ ใช้เลนส์ telephoto จับภาพใกล้ตัวละคร ใช้ภาพ slow-mo ในฉากต่อสู้ แบบที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน

แม้ Seven Samurai จะเป็นหนังแอ็กชั่น แต่ก็งามพร้อมด้วยศิลปภาพยนตร์ หากมองจากมุมด้านเทคนิคที่นำมาใช้ในหนัง พูดได้เต็มปากว่า Kurosawa คือหนึ่งในปรมาจารย์ผู้วางรากฐานสำคัญให้กับคนทำหนังรุ่นใหม่ เขาได้รับการยอมรับนับถือสุดหัวใจจากผู้กำกับระดับบิ๊กของฮอลลีวู้ด ไม่ว่าจะเป็น George Lucas, Steven Spielberg, Martin Scorsese และ Francis Ford Coppola

ความที่เนื้อหาในหนังมีมากมาย ตัวละครเด่นฝ่ายซามูไรมีถึง 7 ตัว ไม่รวมตัวละครสำคัญฝ่ายชาวนาที่นับจำนวนแล้วไม่น้อยกว่ากัน อีกทั้งยังต้องยกกองไปถ่ายทำกันตามป่าเขาซึ่งเป็นโลเคชั่นจริง ทำให้ Seven Samurai กลายเป็นหนังทุนสร้างสูง ใช้เวลาถ่ายทำนานนับปีกว่าจะปิดกล้อง

ความที่งบสร้างบานปลายไม่มีท่าจะว่าจบตรงไหน ทำให้บริษัท Toho ผู้สร้างรู้สึกไม่แน่ใจในอนาคตของหนัง หลายครั้งถึงกับคิดเลิกสร้างกลางคัน เคยมีการโทรเลขไปถึง Kurosawa กลางป่า เรียกตัวกลับด่วน Kurosawa ตอบกลับโทรเลขฉบับนั้นว่า ทางเลือกของหนัง Seven Samurai มีให้เลือกแค่ 2 ทาง ถ้าไม่ไล่เขาออกจากตำแหน่งผู้กำกับ ก็ไม่ต้องมายุ่มย่ามการทำงานของเขาให้เสียอารมณ์

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม Toho ตกลงปล่อย Kurosawa ไว้ที่โลเคชั่นตามเดิม การตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งสำคัญที่มีผลต่อคนทั้งโลก

เพราะมีเพียง Akira Kurosawa คนนี้นี่แหละ ที่ทำให้ Seven Samurai กลายเป็นผลงานหนังระดับ masterpiece จนกระทั่งทุกวันนี้

=============================

Seven Samurai~ : เจ็ดเซียนซามูไร
สร้างเมื่อปี ๑๙๕๔ .. นับเนื่องถึงปัจจุบัน ก็ครบรอบ ๕๓ ปีไปแล้ว ทว่า หนังขาว-ดำ เรื่องนี้ ยังคงคุณค่าอยู่เหนือกาลเวลา...


อากิระ คุโรซาว่า ถูกยกย่องให้เป็น "ปรมาจารย์ซามูไร" ทั้งที่สร้างหนังเกี่ยวกับ ซามูไรแท้ ๆ เพียง ๓ เรื่อง .. นั่นคือ เรื่องนี้ และ หนังชุด โยจิมโบ ซึ่งมีภาคสองคือ ซันจูโร่ ...

ตำนาน ของเจ็ดเซียนซามูไร เริ่มต้นขึ้นเมื่อ กลุ่มโจรเข้าปล้นหมู่บ้านชาวนาที่แสนยากจน ปล้นสะดมเอาข้าวที่เหล่าชาวนาทะนุถนอมมาเป็นแรมปี และยังฉุดคร่าหญิงสาวในหมู่บ้านไปบำเรอความสุข... ทั้งหมดทั้งมวล ยังความแค้นเคืองให้ชาวบ้านนำความไปปรึกษาท่านผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน เพื่อดัีบความทุกข์เข็ญของตน ท่านผู้เฒ่าแนะนำให้จ้าง "ซามูไร" มาเสีย ๔ - ๕ คน เพื่อมาปกป้องหมู่บ้านจากเหล่าโจรไพร ...ซามูไรที่อดอยากจากสงคราม ย่อมกระหายจะทำศึก แม้ผลตอบแทนเพียงข้าวแต่ละมื้อก็พอเป็นค่าจ้างได้ .. กล่าวดังนั้น ชาวบ้าน ๓ คนจึงมุ่งหน้าเข้ากรุงเพื่้อตามหา ซามูไร ที่ยอมรับงานนี้ แต่ความโหดร้ายของเมืองกรุง .. การควานหา ซามูไรที่แท้จริง นั้นยากยิ่งกว่าการรักษาข้าวที่พวกเขาหอบหิ้วมาด้วยซ้ำ ... ซามูไรกินฟรี ผ่านมาฟังข้อเสนอและผ่านไปพร้อมกับท้องที่อิ่มจากข้าวของพวกเขา แต่ไม่มีสักคนที่จะตอบรับข้อเสนออันแสนรันทดนี้.. จนกระทั่ง ความบังเอิญชักนำให้ชาวบ้านทั้ง ๓ ไปประสบกับเหตุการณ์ช่วยเหลือตัวประกันของซามูไรท่านนึง ที่ยอมกระทั่งโกนหัวเพื่อปลอมเป็นพระ .. ล่อลวงคนร้ายให้ตายใจ ก่อนจะสังหารอย่างฉับไวเพื่อช่วยเหลือเด็กทารกตัวประกันไว้อย่างปลอดภัย ... และ นามของซามูไร ผู้นั้น คือ คัมเบอิ ซึ่งกลายเป็น ซามูไร ผู้นำที่ร่วมเสาะหา ซามูไร ที่ยอมร่วมหัวจมท้ายกับเขาในการปกป้องหมู่บ้านชาวนา จนกระทั่งพบความจริงอันน่าตกตะลึง และนำไปสู่การต่อสู้อันแสนดุเดือดระหว่าง ซามูไรทั้งเจ็ด กับ โจรไพรเหยียบร้อยคน...

คุโรซาว่า สร้าง ตัวละคร ซามูไรทั้งเจ็ด จากบุคลิกที่แตกต่างกัน แต่ตัวละครที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้น ซามูไรเก๊ ที่แสดงโดย โตชิโร มิฟูเน่ ดาราคู่บุญ ที่ออกมาขโมยซีนได้ตลอด .. ซึ่งเรื่องนี้ เขารับบทบาทที่ตรงข้ามกับ บทบาทใน โยจิมโบ โดยสิ้นเชิง .. มิฟูเน่ เป็นซามูไรหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์ แต่กระหายจะเข้าร่วมกลุ่มเจ็ดเซียนดังกล่าว กระทั่งการปั้นเรื่องให้ตนเป็นซามูไรที่เก่งกล้านั้น ก็เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว การแสดงความเก่งกล้าจนเข้าขั้นบ้าระห่ำนั้น มิฟูเน่ แสดงได้อย่างไม่มีที่ติ และทำให้เราทั้งรักทั้งชังตัวละครนี้ ... กระทั่งสุดท้าย เราเองก็ยินดีไปกับความสำเร็จของตัวละครนี้ ที่ท้ายที่สุดก็ถูกขนานนามเป็น ซามูไำรที่แท้จริง

อีกคนที่น่าจดจำ เพราะบทส่งเหลือเกินและยังเป็นตัวเดินเรื่องที่สำคัญ นั่นคือ บท คัมเบอิ ซามูไรหัวหน้ากลุ่มเจ็ดเซียน รับบทโดย ทากาชิ ชิมุระ ดาราขาประจำอีกคนของ คุโรซาว่า .. ชิมุระ สร้างความแตกต่างระหว่าง ซามูไำรที่แท้จริง กับ ซามูไรเก๊ ของ มิฟุเน่ ได้อย่างเด่นชัด ยิ่งเมื่อเข้าฉากร่วมกันเมื่อใด เราก็ยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างสองตัวละครนี้ชัดเจน ทว่า ในความต่างนั้น ทั้งสองตัวละครก็เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนกันและกันอยู่ กระทั่งเมื่อหนังเดินมาถึงช่วงท้าย ตัวละครของ มิฟุเน่ ก็เติบโตกลายเป็น ซามูไร ในเส้นทางที่ ตัวละครของ ชิมุระ แสดงให้เขาเห็นตลอดทั้งเรื่อง ...

แม้ หนังจะถูกจัีดให้เป็นหนึ่งในหนังแอคชั่นที่เยี่ยมยุทธที่สุดเรื่องนึง แต่เนื้อแท้หนังกลับมุ่งประเด็นโจมตีช่องว่างระหว่าง ศักดินาและชาวนา อย่างชัดเจน เพราะ ซามูไร คือผู้รับใช้ระบบศักดินาอย่างแท้จริง กระทั่ง ระบบดังกล่าวในปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนจากการรับใช้ผู้มีอำนาจทางการเมือง เป็นผู้มีอำนาจทางการเงินแทนแล้ว ซามูไรรับจ้างเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ หากแต่แปรเปลี่ยนสถานะเป็นอื่นแทน มิใช่ ซามูไร ที่ถือดาบเดินก๋าอยู่ในเมืองเช่นแต่เก่าก่อน .. นักรบที่ต่อสู้เพื่อชาวนาตอบแทนข้าวที่ปลูกให้กิน จึงเป็นนักรบในอุดมคติ ที่คุโรซาว่า อยากจะเห็นในปัจจุบัน ...

หากนาที่ชาวนาเฝ้าทะนุถนอม ถูกทอดทิ้งให้รกร้าง ... ผู้เดือดร้อนที่สุดคงจะหนีไม่พ้นเรา ๆ ที่ต้องคอยพึุ่งบุญชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ..และที่จะได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ก็คงจะหนีไม่พ้นชนชั้นปกครอง ที่ต้องการแรงสนับสนุนจากทุกหน่วยในสังคม ... ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ..

แต่หากเหล่าผู้มีอำนาจปกครอง ทอดทิ้งชาวนา เมื่อใด ...

ความชิบหายก็คงจะมาเยือนในไม่ช้า ...

สิ่งที่ซามูไรทั้งเจ็ดปกป้อง จึงมิใช่นาข้าวที่สุกเต็มรวง ...

แต่เป็น "ชาวนา" ที่คอยทะนุถนอมปลูกข้าวจากเมล็ดสู่รวงที่ทอแสงเหลืองประกายเต็มทุ่งยามหน้าเก็บเกีั่ยวนั่นเอง ...


  (Seven Samurai 1954 (Criterion Collection)


                                        _____________________________
Sampan Chanpa