วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มหากาพย์ 2 มหาสงครามกรุงทรอย




                       มหาสงครามกรุงทรอย

สงครามเมืองทรอยเป็นเรื่องที่ถูกบันทึกเอาไว้ในมหากาพย์เรื่อง อีเลียด (Iliad) ของมหากวีนาม โฮเมอร์ ซึ่งเขาเป็นผู้ประพันธ์มหากาพย์อีกเรื่องคือโอดิสซีย์ (Odyssey)

สำหรับม้าไม้ยักษ์แห่งทรอยนั้นมีจริงหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบฟันธงลงไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดที่สามารถชี้ชัดได้

แต่เมืองทรอยนั้นมีจริง เพราะว่ามีการขุดค้นพบซากเมืองที่เชื่อกันว่าจะเป็นเมืองทรอย บริเวณที่ชื่อ ฮิซาร์ลิก ในเมืองคานัคเกล ทางตะวันตกของประเทศตุรกี ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 1,250 ปีก่อนคริสตกาล

โดยเราสามารถเห็นซากกำแพงและหอคอยของเมืองทรอยได้ และปัจจุบันก็มีการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ขึ้นบริเวณซากเมืองทรอยอีกด้วย

เมืองทรอยจึงมีอยู่จริง บนฝั่งทะเลใกล้ ๆ ปากช่องแคบดาร์ดะเนลส์ ที่แยกยุโรปกับเอเชียออกจากกัน เช่นเดียวกับช่องแคบบอสฟอรัสทางเหนือของทะเลมาร์มาร่า ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่นักโบราณคดีได้ขุดค้นพบ ให้ซากปรักหักพังทั้งหลาย ปรากฏต่อสายตาของคนรุ่นหลัง

แผนที่ จากกรีซไปก็เดินเรือไกลเหมือนกัน เป็นการใหญ่มากที่จะต้องยกเรือหลายพันลำ ข้ามไปฝั่งทวีปเอเชีย

กลับมาเรื่องของสงครามกันบ้าง เพเลอุส (กษัตริย์แห่งเมอมิดอนส์) และ เธทิส (เทพีแห่งทะเล) ได้จัดงานอภิเษกสมรสขึ้น แต่ทั้งคู่กลับไม่ได้เชิญ อีริส เทพีแห่งความขัดแย้ง เพราะทั้งคู่เกรงว่านางจะทำให้งานมงคลนี้ต้องวุ่นวายได้ ทำให้นางไม่พอใจ

เมื่อไปถึงงาน เทพีอีริสจึงเริ่มแผนสร้างความแตกแยกขึ้น ด้วยการโยนแอปเปิลทองคำลงบนโต๊ะ พร้อมกับกล่าวว่า ลูกแอปเปิลทองคำนี้จะเป็นของผู้ที่งดงามที่สุดเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เทพีเฮรา เทพีเอเธนา และเทพีอโฟรไดทีจึงแย่งกันเป็นเจ้าของแอปเปิลทองคำลูกนั้น พร้อมกับให้เทพซุสมาเป็นผู้ตัดสิน

ซึ่งเทพซุสรู้ดีว่าการตัดสินของเขานั้นอาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองได้ จึงโยนไปให้ เจ้าชายปารีส แห่งเมืองทรอย เป็นผู้ตัดสินแทน

เทพีเฮราจึงไปติดสินบนด้วยการสัญญาว่า จะช่วยให้เจ้าชายปารีสมีชัยเหนือกรีก ส่วนเทพีเอเธนาได้ไปสัญญาว่าจะช่วยให้เจ้าชายปารีสครอบครองแผ่นดินทั่วทั้งเอเชียและยุโรป ขณะที่เทพีอโฟรไดทีสัญญาว่าจะมอบหญิงผู้เลอโฉมที่สุดในแผ่นดินให้


เจ้าชายปารีสเลือกที่จะตัดสินให้เทพีอโฟรไดตทีเป็นผู้ที่งดงามที่สุด ต่อมาเทพีอโฟรไดทีก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ด้วยการพาเจ้าชายปารีสไปพบหญิงผู้งดงามที่สุดซึ่งก็คือ เฮเลน ผู้เป็นธิดาแห่งเทพซุส ปัญหาก็คือนางเป็นถึงมเหสีของ เมเนลอส เจ้าเมืองสปาร์ตา

เมื่อไปถึงสปาร์ตา กษัตริย์เมเนลอสต้อนรับเจ้าชายปารีสเป็นอย่างดี แต่ในระหว่างที่เมเนลอสต้องออกจากเมืองเพื่อไปเยี่ยมกษัตริย์นอสซัส เจ้าชายปารีสจึงลงมือลักพาตัวเฮเลนกลับไปยังเมืองทรอย ก่อนจะจัดพิธีอภิเษกขึ้นในภายหลัง

ครั้นเมื่อกลับมาและพบว่า พระมเหสีอันเป็นที่รักถูกลักพาตัวไป กษัตริย์เมเนลอสจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทั้งหลาย ร่วมกันส่งกองทัพไปยังเมืองทรอยเพื่อล้างแค้น

กองทัพอันยิ่งใหญ่ของกรีกที่มีเรือกว่า 1,000 ลำนี้ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะไปถึงเมืองทรอยเนื่องจากไม่มีผู้ใดรู้ถึงที่ตั้งอันแน่ชัดของเมืองทรอย

อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างกรีกและทรอยนั้นต้องใช้เวลาสู้รบกันยาวนานกว่า 10 ปีด้วยกัน เนื่องจากเมืองทรอยนั้นมีกำแพงเมืองที่แข็งแกร่งยากที่ผู้ใดจะทำลายได้เพราะมีเทพที่ถูกลงโทษทั้ง 2 องค์มาช่วยสร้างไว้ คือเทพอพอลลอนและเทพโพไซดอน

ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 9 ปีแรกของสงครามกองทัพกรีกจึงต้องไปโจมตีทำลายเมืองบริวารทั้งหลายของทรอยให้สิ้น เนื่องจากเมืองเหล่านี้คอยส่งอาหารและอาวุธต่างๆให้กับทรอย แต่กองทัพกรีกก็ยังไม่สามารถบุกเข้าไปในเมืองทรอยได้ จนทำให้เหล่านักรบกรีกเริ่มถอดใจ

โอดิสซุสแม่ทัพผู้ปราดเปรื่องของกรีกก็คิดอุบายหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งเขาสั่งให้สร้างม้าไม้ขนาดมโหฬารขึ้นมา และทำให้ด้านในของม้าไม้นี้กลวงเพื่อที่จะได้นำทหารของกรีกเข้าไปหลบอยู่ด้านใน

เมื่อการสร้างม้าไม้เสร็จสิ้นแล้ว โอดิสซุสและกษัตริย์เมเนลอสพร้อมทหารแห่งกรีกจึงเข้าไปหลบซ่อนอยู่ภายในม้าไม้ที่สร้างขึ้น ก่อนจะสั่งให้เผาค่ายทิ้ง และให้ทหารแสร้งทำเป็นยกกองทัพเรือกลับไป แถมยังทิ้งทหารชื่อ ซินอน เอาไว้ที่เมืองทรอย เพื่อหลอกล่อให้ชาวทรอยหลงเชื่อ

เมื่อชาวทรอยเห็นกองทัพกรีกถอนทัพไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงพากันออกมาดูไม้ยักษ์ที่ตั้งตระหง่าน โดยซินอนได้หลอกชาวทรอยว่า เขานั้นถูกกองทัพกรีกทิ้งเอาไว้ให้หลงทางอยู่เพียงคนเดียว ส่วนม้าไม้นี้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ และเป็นการขอบคุณเทพีอาเธนาที่คอยช่วยเหลือ ซึ่งม้าไม้ตัวนี้จะนำพาโชคลาภให้กับเมืองทรอยในกาลต่อไ

ชาวทรอยนั้นต่างหลงเชื่อในคำพูดของซินอน และได้ลากม้าไม้ยักษ์นี้เข้าไปภายในเมือง พร้อมกับเฉลิมฉลองในชัยชนะกันอย่างยิ่งใหญ่

จนในคืนพระจันทร์เต็มดวงคืนนั้นเอง เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนชาวทรอยทั่วทั้งเมืองต่างเมาสุราและหมดสติกันแทบทั้งเมือง ซินอนที่รอคอยเวลานี้จึงได้ไปเปิดให้บรรดาทหารของกรีกออกมาจากม้าไม้ ก่อนจะไปเปิดประตูเมือง ให้กองทัพกรีกที่ยกทัพกลับมาเมืองทรอย พากันกรีธาทัพเข้ามา

กองทัพกรีกจุดไฟเผาเมืองและสังหารชาวทรอยโดยเฉพาะผู้ชายไปเป็นจำนวนมาก และเมื่อสงครามจบลง กรีกได้แบ่งบรรดาผู้หญิงชาวทรอยให้กับทหารและพันธมิตรต่างๆ นำไปเป็นทาส และนั่นก็คือวาระสุดท้ายของเมืองทรอยที่เคยยิ่งใหญ่

ทั้งนี้ ในมหากาพย์เรื่อง โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์นั้น ก็คือบันทึกเรื่องราวการเดินทางกลับยังมาตุภูมิของ แม่ทัพโอดิสซุส ผู้คิดสร้างม้าไม้เมืองทรอยภายหลังจากเสร็จสิ้นสงครามเมืองทรอยแล้วนั่นเอง ซึ่งการเดินทางกลับไปยังแผ่นดินเกิดครั้งนี้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆมากมาย ทำให้ต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี

และนี่ก็คือเรื่องราวอัศจรรย์ ที่อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวทั้งหมดกลับมีคุณค่าน่าเรียนรู้ยิ่งนัก ขึ้นอยู่กับว่าคุณผู้อ่านจะเก็บบทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ไปได้บ้างเท่านั้นเอง

















                                         
 มหาสงครามกรุงทรอย



chanpa

     

มหากาพย์1 เจสันกับขนแกะทองคำ

                           เจสันกับขนแกะทองคำ 




ตำนานขนแกะทองคำกล่าวว่า ท้าวอธามัสจ้าวเมืองหนึ่งในแคว้นเธสซาลีและนางเฟลี มีบุตรชื่อ ฟริกซัสและเฮลลี วันหนึ่งท้าวอธามัสได้แต่งงานใหม่กับไอโน นางเฟลีเกรงว่ามเหสีใหม่จะทำร้ายลูกตนจึงสวดอ้อนวอนซุสทุกคืน

ต่อมาเกิดข้าวยากหมากแพงไอโนจึงติดสินบนโหรหลวงให้นำโอรสธิดาของนางเฟลีบูชายัญ เทพซุสจึงส่งเทพเฮอร์มีสลงมา เทพเฮอร์มีสเนรมิตแกะทองคำให้เจ้าชายฟริกซัสและเจ้าหญิงเฮลลีขี่หนีไป

ระหว่างหนีเฮลลีตกจากหลังแกะตรงช่องแคบระหว่างยุโรปกับเอเชีย เหลือแต่ฟริกซัสที่หนีไปจนถึงเมืองกอลคิส ท้าวเออีทิสก็รับดูแลและมอบคาลไซโอพีให้แต่งงานด้วย ฟริกซัสจึงมอบขนแกะทองคำจากแกะที่ตายแล้วให้ ท้าวเออีทิสจึงเอาไปไว้ในสวนหลวงและให้มังกรไฟดูแล

ท้าวเออิสันจ้าวเมืองอีกแห่งในแคว้นเธสซาลีมีโอรสคนหนึ่งชื่อ เจสัน ซึ่งได้ส่งไปเรียนกับอาจารย์เซนทอร์ไครอน ระหว่างเรียนท้าวพีเลียสอาของเจสันได้ก่อกบฎยึดบัลลังก์ไป เจสันรอเรียนจบจึงเดินทางกลับบ้าน

ระหว่างทางมีหญิงชราจะข้ามแม่น้ำเชี่ยว เจสันจึงพามาส่งอีกฟากให้ แต่พอจะกลับดันมีหญิงชรามาให้แบกเพิ่มอีก 3-4 คน เจสันก็อดทนแบกไปส่งอีก พอแบกเสร็จหญิงชราทั้งหมดก็หายไป เหลือไว้เพียงคนเดียวและหญิงนั้นก็กลายร่างเป็นเทพีเฮรา ด้วยเหตุนี้เทพีเฮราจึงโปรดปรานเจสันมาก

เจสันเข้าวังแต่ท้าวพีเลียสก็ต้อนรับอย่างดี และสัญญาว่าจะคืนบัลลังก์ให้ถ้านำขนแกะทองคำมาได้

เจสันต่อเรือลำหนึ่งชื่อเรืออาร์โกตามชื่อช่างอาร์กอส เป็นเรือขนาด 50 ฝีพาย หัวโขนเป็นรูปหญิงสาวที่สามารถพูดได้เมื่อถึงเวลา

มีเหล่าผู้กล้าอาสาไปด้วย เช่น อคิลลิส เอสคิวเลปิอัส ออร์ฟิอัส เมลเลียเจอร์ เนสเตอร์ คัสเตอร์ พอลลักซ์ ไทฟิส โดยแต่ละคนก็มีหน้าที่ต่างกันไป เช่น เอสคิวเลปิอัสเป็นหมอ ออร์ฟีอัสเป็นนักดนตรี เป็นต้น

เรืออาร์โกเดินทางผ่านทะเลที่สงบโดยความช่วยเหลือของเทพีเฮรา จนถึงช่องแคบเฮลเลสปอนต์ พายเกิดหักจึงหยุดพัก โดยไฮลาสหลานของอคิลลิส ได้ขึ้นบกไปหาน้ำจืดพาเพิ่ม แต่เกิดถูกนางอัปสรฉุดไป

พอทำพายเสร็จ คณะเดินเรือไม่อาจอยู่รอได้จึงล่วงหน้าไปโดยอคิลลิสขออยู่ตามต่อ แต่ก็ไม่พบ อคิลลิสจึงเดินทางบกไปสมทบที่เมืองกอลคิส

เมื่อเรือเดินทางถึงทะเลยูซินี ก็จอดแวะพักที่เมืองซาลไมเดสลัสเพื่อขอคำแนะนำจากท้าวฟินเนอัสในการผ่านหน้าผาซิมเพลกะดิสซึ่งเป็นผากระทบกัน

ท้าวฟินเนอัสนั้นพระเนตรบอดแต่มีพรจากเทพอพอลลอนที่สามารถรู้อนาคตได้ ด้วยเหตุนี้เทพีเฮราจึงมาขอคำพยากรณ์เกี่ยวกับความลับของซุสบ่อย ๆ ซุสจึงลงโทษโดยส่งนกฮาร์พีมารังควาน

ท้าวฟินเนอัสขอให้ช่วย เซทิสกับกาเลอิสที่บินได้เพราะเป็นลูกของลมเหนือก็จะไปจัดการให้ แต่เทพีเฮราลงมาห้ามเพราะจะทำให้ซุสกริ้ว จึงให้นกฮาร์พีสาบานกับแม่น้ำสติกซ์ว่าจะไม่มารังควานอีก

ท้าวฟินเนอัสบอกวิธีโดยให้ปล่อยให้นกพิราบบินล่วงหน้าไปก่อน ให้ผากระทบกันครั้งนึง แล้วจึงเร่งฝีพายตอนผากำลังแยกออก ในที่สุดเรืออาร์โกก็ผ่านผากระทบกันมาได้ แต่หางเสือเรือก็พังไป ส่วนผากระทบกันนั้นก็สิ้นฤทธิ์ทันที

วันหนึ่งเรืออาร์โกเทียบฝั่ง มีลาส น้องชายของช่างอาร์กอส ที่แอบติดเรือลำหนึ่งมา ถูกจับได้และถูกทิ้งไว้ ขอเดินทางไปด้วยโดยเตือนว่าบนเกาะของเทพแอรีสแห่งหนึ่งข้างหน้ามีอินทรีย์ขนทองเหลืองที่ดุร้ายมาก

มีลาสบอกให้ทุกคนใส่เสื้อเกราะและโล่ ทำให้เรือผ่านมาได้อย่างปลอดภัย เมื่อถึงเมืองกอลคิส เจสันก็ขอขนแกะทองคำจากท้าวเออีทิส












 เจสันกับขนแกะทองคำ 




chanpa


วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เทพนิยายนายกริมม์ เรื่องสุดท้าย ที่คุณยังไม่รู้



          เอ่ย....ชื่อ "เทพนิยายนายกริมม์"  ผมคิดว่าใคร ๆ ก็รู้จัก ( ไม่รู้เด็กรุ่นใหม่ทราบหรือเปล่า ) ถึงไม่เคยอ่านก็คงจะเคยได้ยิน  ผู้ให้กำเนิดเทพนิยายบันลือโลกสองพี่น้องตายไปกว่าร้อยปีแล้วหนังสือเล๋มนั้นตีพิมพ์มาราว ๑๗๐ ปีแล้ว  แต่เชื่อไหมครับเทพนิยายนายกริมม์ยังมีหลงเหลืออีกเรื่องหนึ่ง  ต้นฉบับเพิ่งโผล่  แต่ปีหน้าโน่นแน่ะชาวโลกผู้นิยมเทพนิยายทั้งหลายถึงจะได้อ่านกัน


          ก่อน....อื่นผมขอถือโอกาสอนุญาตเอามะพร้าวมาขายสวนสักทลายสองทลายก่อน
"เทพนิยายนายกริมม์" Grimm's Fairy Tales เป็นฝีมือเขียนขอของสองพี่น้องชาวเยอรมัน  คนพี่ชื่อจาค็อบ ลุดวิก คาร์ล กริมม์  ( ๑๗๘๕-๑๘๖๓ )   คนน้องชื่อวิลเฮล์ม คาร์ล กริมม์          
( ๑๗๘๖-๑๘๓๕ )




   
          แรก....เริ่มเดิมทีสองพี่น้องเขาเรียนกฏหมายที่มหาวิทยาลัยมาร์บูร์ก  ภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทั้งคู่  เขาเรียนกฏหมายสำเร็จกฏหมายแต่กลับมีชื่อเสียงก้องโลกในฐานะนักภาษา-นักภาษาในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าพูดได้หลายภาษา  แต่หมายถึงมีความเชี่ยวชาญหลักภาษาน่ะครับ  เขาช่วยกันเขียนช่วยกันผลิตเทพนิยายของนายกริมม์มี  ๒ เล่ม ตีพิมพ์ปี ค.ศ. ๑๘๑๒ และ ๑๘๑๕ ( พ.ศ. ๒๓๕๕ และ ๒๓๕๘ ) ชื่อในภาษาเยอรมันอย่างนี้้ครับ    "Kinder-und  Hpusmarchen"    ทั้งสองเล่มประกอบด้วยเทพนิยายและนิยายพื้นบ้านทั้งหมด  ๒๑๐ เรื่อง    ต่อมาได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ   ทั่วโลก    ไม่รู้กี่สิบภาษารวมทั้ง
ภาษาไทยเราด้วย นี่แหละที่ทำให้คนไทยได้รู้จักสโนว์ไวท์ กับคนแคระทั้ง  ๗    และเรื่องซิลเดอเดลล่า  เป็นต้น




           สอง....พี่น้องตระกูลกริมม์ผู้ทิ้งวรรณกรรมอมตะชิ้นหนึ่งของโลกไว้  ตายไปกว่า ๑๒๐  ปีแล้ว  บัดนี้ ปรากฏว่ามีต้นฉบับเทพนิยายที่เขาเขียนไว้ครั้งกระโน้นโผล่ขึ้นอีกเรื่อง
เป็นเรื่องที่ ๒๑๑ นัยว่าเป็นฝี่มือของกริมม์ผู้น้อง  ต้นฉบับเป็นลายมือขยุกขยิกของเขาเองอย่างแน่แท้  ไม่ใช่มีใครไปพบมันซุกซ่อนอยู่ที่ไหน  หากแต่เป็นต้นฉบับที่กริมม์เขียนส่งไปให้ใครคนหนึ่งที่เขาเรียกว่า" มิลลี่ที่รักำ " ตั้งแต่ปี ๒๓๕๙ หลังจากหนังสือเทพนิยายนายกริมม์
เล่ม สอง พิมพ์จำหน่ายแล้วปีหนึ่ง  ทีแนบไปกลับต้นฉบับก็มีจดหมายฉบับหนึ่งรำพันกับสาวมิลลี่ทำนองว่าแม้เขาทั้งสองจะไม่ได้พบหน้าค่าตากันแต่ดวงใจทั้งสองย่อมพานพบกันได้ไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลเพียงใด-รักกันอยู่ขอบฟ้าเขาเขียว  เหมือนอยู่หอแห่งเดียวร่วมห้อง....นั่นแล



                                                    The brothers Grimm

             ที่....ผมว่ามาข้างบนนั้นไม่ใช่นั่งเทียนเอาเอง  แต่ฟังมาจากคำบอกเล่าของคน
ตระกูลมิลลี่  ไม่ใช่สาวมิลลี่คนนั้น  โธ่!! ก็ตั้งร้อยกว่าปีมาแล้ว-ต้นฉบับไปไงมาไงไม่ทราบ  รู้แต่ว่าคนตระกูลนี้เก็บดองเอาไว้ตั้งนาน   หรือคนรุ่นหลังอาจจะเพิ่งค้นพบก็ได้แล้วเอาไปมอบให้บริษัทเลหลังของเก่าชื่อบริษัท  เจ. เอ. สตาร์การ์คท์  อยู่ที่เมืองมาร์บูร์กในเยอรมันตะวันตก
เมื่อปี ๒๕๑๗ บริษัทนี้นำออกประมูลขายเมื่อวันที่  ๑๒  มิถุนายนปีเดียวกัน  คนประมูลได้ ชื่อนายมาร์ติน  เบรสลอเออ  นักเล่นของเก่าชาวนิวยอร์ค  ของเก่าที่นายคนนี้ถนัดและชอบนักคือต้นฉบับเก่า ๆ ที่หายากหนังสือเก่าหายาก  เขาซื้อไปเท่าใดรายงานไม่ได้เปิดเผย  ผมเลยอดรู้ไปด้วย  ที่จริงพิพิธภัณฑ์บรูเดอร์   กริมม์ซึ่งอยู่ที่เมืองคาร์เซลในเยอรมันตะวันตก  ผู้เก็บงานสองพี่น้องกริมม์เข้าแข่งขันประมูลเหมือนกัน   เพื่อเอาไปเก็บไว้อีกชิ้น  แต่สู้ราคา
นายมาร์ตินไม่ได้


                                                     
                                                             Jakob Gimm

              ข้าง....นายมาร์ติน  เมื่อได้ต้นฉบับของเก่ามีค่าไปแล้วก็จัดแจงบรรจุลงในบัญชีรายชื่อสินค้าของเก่าที่เขามีความประสงค์ที่จะขายให้คนที่สนใจ  เมื่อ  ๕  ปีก่อน  เขาตั้งราคาไว้   ๒๑,๐๐๐  เหรียญ  จนแล้วจนรอดแต่ก็หาคนซื้อไม่ได้  ในที่สุดนายมาร์ตินก็นำต้นฉบับไปฝากธนาคารไว้ในนิวยอร์ค  จากนั้นเขาก็ลืมไปเลย    จนกระทั้งวันหนึ่งก็มีพรรคพวกคนหนึ่งมาหาชื่อ นายจัสติน  ชิลเลอร์  เอ่ยปากว่ากำลังจะจัดพิมพ์หนังสือสำหรับเด็กพร้อมราคาออกเผยแพร่ อยากจะได้เทพนิยายของกริมม์เรื่องสุดท้ายบวกลงไปด้วย  จะขัดข้องไหม


              นาย....มาร์ตินได้ยินดังนั้นเหมือนโดนสะกิดสะเกาอย่างแรงนึกขึ้นมาได้ก็เลยตกลงจำหน่ายไปในราคา ๒๖,๐๐๐ เหรียญ   ขอแนะนำสำหรับแฟนหนังสือทั้งหลาย  อันบริษัทชิลเลอร์  หากินกับหนังสือเด็กมานาน จึงชำนาญเป็นพิเศษกับหนังสือเด็กในยุคก่อน ๆ 
แกพิมพ์รายชื่อหนังสือเด็กเผยแพร่ก็หวังผลการโฆษณาประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขาย  เล่ม
ที่แกพิมพ์ออกไปหนนี้มีราว ๒๐๐ ชื่อ  มีภาพประกอบต้นฉบับบางตอนและภาพเขียนประกอบบางเรื่องแพรพราวทีเดียว


               ที....นี้ได้ผลมีผู้มาติดต่อขอชื้อต้นฉบับเทพนิยายนายกริมม์รายเดียวและรายแรกชนิดรีบด่วนไม่ย่อมให้ใครแซงหน้าด้วย  คือสำนักพิมพ์ฟาร์ราร์-สเตร๊าส์  แอนด์จีโรส์ แห่ง
เยอรมัน  ส่วนราคาก็ตามที่่นายมาร์ตินแกตั้งไว้


              
                                                          Wilhelm Grimm
               ต่อไปนี้เป็นเรื่องย่อ ๆ ของเทพนิยายนายกริมม์ เรื่องสุดท้าย  ก็ขึ้นต้นตามประสา
เทพนิยายนั่นแหละ  "การครั้งหนึ่ง" บรรยายถึงเรื่องของคุณแม่ผู้ห่วงลูกสาว  จึงส่งเข้าป่าเพื่อหลีกเลี่ยงอสูรสงครามที่กำลังรบพุ่งติดพันใกล้เข้ามาทุกที   แม่หนูน้อยได้เทพธิดาผู้อารี
ชักนำไปส่งยังกระท่อมชายชราผู้หนึ่งแกให้ที่พักพิงอย่างดี     แม่หนูน้อยมีความสำนึก
ในบุญคุณที่แกให้ความเมตตากรุณายิ่งนัก   ก็ตอบแทนด้วยการปฏิบัติรับใช้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ในชั่วเวลาที่หนูน้อยคิดว่าแกอยู่เพียง ๓ วัน  แต่ที่แท้มันนานถึง  ๓๐ ปี  เมื่อหนูน้อยที่อายุปาเข้าไปกลางคนแล้วจะลากลับ  แกเปิดเผยตัวเองว่าแกเป็นถึงเซ็นต์หรือนักบุญโจเซพ
แล้วก็ให้ดอกกุหลาบตูมติดมือกลับไปดอกหนึ่ง  สาวใหญ่บอกแกว่า  ดอกกุหลาบบานเต็มที่่่เมื่อใด  จะกลับมาหาแกอีก


               เทพธิดาผู้อารีองค์เดิมจัดแจงบันดาลให้สาวใหญ่กว่า ๓๐ กว่ากลับเป็นเด็กตามเดิม
ก่อนจะพาส่งไปบ้านแม่  พอพบหน้ากันสองแม่ลูกแสนจะดีอกดีใจ  นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงจนค่ำมืด  แล้วชวนกันเข้านอน  รุ่งเช้าเพื่อนบ้านเข้าไปพบแม่ลูกคู่นี้นอนสิ้นใจ ตัวแข็งทื่อ
มีดอกกุหลาบดอกนั้นเบ่งบานเต็มที่่่วางอยู่ตรงกลาง


                                                               Jakob Grimm
       
              เรื่อง...ย่อ ๆ มีเพียงแค่นี้  ส่วนรายละเอียด  หนอนหนังสือทั้งหลาย  เสาะหากันเอาเองเทอญ..........!!!!!!!!!!!!!!!!!  



                                           __________________________________





chanpa         








วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เมื่อเดวิด นิเวน พูดถึง คล๊าค เกเบิล



          เรื่อง...นี้อาจะไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า  เดวิด  นิเวน  ดาราใหญ่ของฮอลลีวู้ดนั้น  ถ้าริจะเอาดีทางการเขียนหนังสือหนังหาแล้ว  โลกบรรณกรรมของเราก็น่าจะได้นักเขียนที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งเป็นแน่แท้  ลีลาในการเขียน  รวมทั้งสำบัดสำนวนคมคายเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนของนิเวนนั้นถ้าตัดเอาคำหยาบหรือคำสัปโดกสัปดนออกไปให้หมดแล้ว  ก็อาจจะเทียบได้กับลีลาหรือสัมบัดสำนวนของท่าน เซอร์วินสทัน  เชอร์วิลล์ โน่นเลยทีเดียว......

              
                แต่...ก็เป็นที่น่าเสียดายว่านิเวนไม่ได้เขียนหนังสือออกมาให้ได้อ่านกันมากนัก    เท่าที่จะเห็นได้ก็มีอยู่เพียงสามเรื่องสามเล่ม    คือนวนิยายเรื่อง    Round The Rugged Rocks     อัตชืวประวัติที่เขาให้ชื่อว่า   The Moon's a Balloon   แลเรื่อง        อินไซด์ฮอลลีวู้ด ชื่อเรื่อง Bring On the Empty Horses แล้วก็หายต๋อมไป  สำหรับหลังสุดคือเื่อง Bring On the Empty Horses  หรือเรื่องจับเสือมือเปล่านี้  แม้จะเขียนไว้นาน ๑๒ ปีแล้ว  แต่พอจับขึ้นมาอ่านครั้งใด  ก็มีโทษถึงกับวางไม่ลง  โดยเฉพาะเรื่องราวของบรรดาดาราใหญ่ ๆ ในอดีต  ที่นิเวนไปขุดคุ้ยเอาเกร็ดประวัติชีวิตที่สุดแสนจะพิศดาร  มาเขียนให้อ่านกันอย่างมันอารมณ์นั้น  เป็นเรื่องที่ควรจะได้รับการขอบบุญขอบคุณ จากบรรดาผู้ที่ยังติดยึดอยู่กับอดีตอันแสนหวาน  และในบรรดาดาราใหญ่ ๆ ที่นิเวนเขียนถึงนี้
ก็มีดารายอดนิยม  คล๊าค เกเบิล รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง  นิเวนกล่าวถึง คล๊าค เกเบิล ไว้ด้วยความเคารพรัก และเลื่อมใสหลายต่อหลายหน้า  ซึ่งถ้าจะเก็บมาฝอยต่อ  ก็น่าจะเป็นที่ม่วนชื่นของท่านผู้อ่าน และฝ่ายตัวกระผมเองซึ่งเป็นผู้จดจำเขามา.....

                                                       เดวิด นิเวน


            เดวิด...นิเวน เล่าว่าในตอนที่เขายังคงตะลอน ๆ หาเช้ากินค่ำหรือหาค่ำกินเช้า 
อยู่ที่ฮอลลีวู้ดนั้น  วันหนึ่งก็ไปได้งานเป็นลูกเรือรับใช้สารพัดอย่างประจำเรือให้เช่าสำหรับตกปลา  ชื่อเรือโคนิก  ซึ่งเป็นเรือเพรียวลมยาว  ๔๕  ฟุต  เจ้าของและนายเรือเรือลำนี้เป็นคนคนเดียวกัน  คือเป็นคนเชื้สายดัทช์ชื่อ เชท  ไลเบอร์ท  ทีแสนจะกักขฬะหยาบคายกับลูกน้องลูกจ้าง  แต่พอคิดถึงค่าแรงวันละ ๖ เหรียญ (ในสมัยนั้นนับว่ามาก)
 ซึ่งสูงกว่าค่าแรงในการแสดงเป็นตัวประกอบกระจอกงองง่อยถึงสองเท่าครึ่ง  นิเวนก็
จำต้องกัดฟันทนอยู่มาจนกระทั่งถึงเช้าตรู่ที่แสนจะอึมครึมเช้าหนึ่ง  ในขณะที่นิเวนกำลังง่วนอยู่กับการทำความสะอาดเรือ  ก็มีรถแพกการ์ดเปิดประทุนคันยาวใหญ่ถูกขับมาจอดที่ท่าเทียบเรือ  ทันทีที่รถมาจอด  ไลเบอร์ทก็สำรากเอากับนิเวนทันทีว่า


           "เฮ้ย...รึบไปช่วยท่านขนของลงเรือ !!! แล้วก็อย่าเสือกไปดัดจริตเป็นไอ้พวกคลั่งดาราเข้าเชียวนะมึง!!!! "


            นิเวน...เล่าว่า  ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักว่าดาราคนนั้นเป็นคนไหน  เพราะตาม
ปรกติไลเบอร์ทจะไม่บอกให้เขาได้ทราบล่วงหน้าว่าวันนั้นวันนี้ใครจะมาเช่าเรือแต่เมื่อได้รับคำสั่งจากนายจ้าง  เขาก็รีบปฏิบัติตามทันที


            เมื่อ...ไปถึงรถ  ตอนแรกเขาก็เห็นแต่เพียงส่วนหลังของชายร่างใหญ่ที่กำลังโก้งโค้ง  ก้มหน้าค้นหาอะไรง่วงอยู่ในที่เก็บของท้ายรถที่เปิดอ้าอยู่  ต่อเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของนิเวน  ชายร่างใหญ่คนนั้นก็แหงะหน้าเหลียวมาดู หน้าอย่างนี้ดูคุ้นตาเสียจริง ๆ 
ชายคนนั้นเอ่ยทักเขาอย่างเป็นกันเองว่า


           "ไฮ!...อากาศวันี้น่าจะดีนะ ...หรือไง? "  นิเวนเล่าว่าพอได้ยินเสียง  ความรู้สึกของเขาเหมือนถูกถีบตกน้ำไปในบัดดล  ชายร่างใหญ่คนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้  นอกจาก
จะเป็นดารายอดนิยม  ดาราของดาราที่ชื่อ   คล๊าค เกเบิล   เช้าวันนั้น คล๊าค เกเบิล มีอีหนูเอ๊าะ ๆ แต่งตัวเฟี้ยวฟ้าวติดมาด้วยคนหนึ่ง  และขณะที่อีหนูคนนั้นกำลังเดินกรีดกรายไป ๆ มา ๆ  คล๊าค เกเบิล ก็กุลีกุจอช่วยกันกับนิเวนขนทัพพะสัมภาระที่นำติดตัวมา  โดยไม่มีท่าเ่บ่งท่ากร่าง    กิริยาท่าทางที่เขาปฏิบัติต่อลูกเรือกระจอก ๆ   อย่างนิเวนดูเป็นธรรมชาติและดูเป็นกันเอง  พอขนของลงเรือเรียบร้อยแล้ว  ไลเบอร์ทก็ออกเรือ  พอถึง
แหล่งปลาชุม  ก็ดับเครื่องเรือ  ปล่อยให้  คล๊าค เกเบิล ลงมือตกปลา  ใช้เวลาเพียงไม่กี่มากน้อยก็ตกได้ปลาทูน่าหางเหลืองขนาด ๒๐ ปอนด์  ท่ามกลางเสียงหวีดว้ายกระตู้วู้ของอีหนูคนนั้น  นิเวนช่วยจัดการกับปลาที่ตกได้  และช่วยใส่เหยื่อให้ตามหน้าที่
                                                                                                             คล๊าค เกเบิล

             ตก...มาถึงตอนนี้  คล๊ากเริ่มจับสำเนียงอังกฤษของนิเวนได้  จึงตั้งหน้าตั้งตาสอบถามประวัติของนิเวนอย่างเอาจริงเอาจัง  สอบถามโดยไม่แย่แสกับอาการที่ไม่พออกพอใจที่  เชท  ไลเบอร์ท  แสดงออกแต่ก่อนที่นิเวนจะทันได้ตอบให้กระจ่าง  ปลาอินทรีย์สีน้ำเงินก็ชิงติดเบ็ดเสียก่อน  วันนั้นก็เลยต้องช่วยกันปลุกปล้ำกับอินทรีย์ยักษ์ตัวนั้น  และ
นิเวนก็เลยซวดโอกาสที่จะเล่าให้คล๊าคฟังว่าเขามาฮอลลีวู้ด  ด้วยความประสงค์ที่จะเป็นดารากับเขาสักคน


             แต่...ในอีกหกเดือนต่อมา  คือในฤดูใบไม้ผลิของปี ๑๙๓๕ นิเวนก็ได้มีโอกาส
ได้พบกับ คล๊าค เกเบิล อีกครั้งหนึ่ง  คืนนั้นเป็นคืนจัดงานแจกตุ๊กตาทอง (คล๊าค เกเบิล
ได้ตุ๊กตาทองในปีก่อนหน้านั้น  จากเรื่อง It Happened One Night และเมื่อถูกเชิญให้กล่าว สัมโมทนียกถา หลังจากรับรางวัลแล้ว  คล๊าคก็ได้พูดแต่เพียงสั้น ๆ ว่า (Thank you) คล๊าค เกเบิล  นั่งโต๊ะเดียวกันกับ เออรวิง ธัลเบอร์ก ผู้อำนวยการสร้างชื่อดัง  ซึ่งมี
ภรรยาคือ นอร์มา เชียร์เรอร์ นั่งขนาบข้างนอกจากนั้นก็มีคนดัง ๆ อีกหลายคน  เช่น
จีน ฮารโลว์, วิลเลียม โพเวลล์,  โจน ครอฟอร์ด วันนั้น คล๊าค พา รี ภรรยาคนใหม่ซึ่งมีอายุแก่กว่าเขามาด้วย  ส่วนนิเวนนั้น  ตอนนี้ได้เซ็นสัญญาชั่วคราวกับ มกม.  แล้ว จึงได้นั่งโต๊ะเดียวกับ  แซม โกลด์วิน โต้โผใหญ่ของ มกม. นิเวนเล่าว่าในทันทีที่เหลือบเห็นเขา
อกสามศอกจาก คาดิส โอไฮ โอ ก็ทำท่างุนงงนิดหนึ่ง  แต่แล้วก็เหมือนนึกขึ้นมาได้


             คล๊าค....ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้กับนิเวน  พร้อมกับชูนิ้วมือที่งอเป็นรูปขอเบ็ดมาให้นิเวนเห็นเป็นการยืนยัน  ซึ่งนิเวนก็โบกมือตอบ  และต่อมาไม่ช้าไม่นาน  คล๊าค
ก็รี่มาที่โต๊ะของ โกลด์วิน - มาจับมือกับนิเวนอย่างดีอกดีใจ


                "ดีใจที่พบกันอีก"  นี่คือคำทักทายของคล๊าค  "คุณมาทำอะไรที่นี่ หรือว่าจะมาชวนแซมไปตกปลาทูน่า?"


              การ...ที่ คล๊าค เกเบิล ซึ่งได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นราชาแห่งดาราทั้งหลายทั้งปวง  ได้ให้เกียรติโดยการลุกขึ้นมาปฏิสันถารกับตนเป็นการเฉพาะตัวในครั้งนี้
นิเวนเล่าว่าเป็นการทำให้ค่าตัวของเขาในสายตาของใครต่อใคร  ถีบตัวสูงขึ้นอย่างทันตาเห็น นิเวนได้บอกให้ คล๊าคทราบในคืนนั้นว่าได้่เซ็นสัญญากับ มกม. ซึงคล๊าคก็ให้โอวาท
อย่างผู้ใหญ่ว่า



               " คุณโชคดีทีเดียว  แต่สามสิบปีแรกนี่ต้องทนทำงานให้หนักหน่อย...แล้วก็อย่าลืมเรื่องตกปลา  มันช่วยแก้เซ็งได้มากทีเดียว...อีกหน่อยผมก็จะไปเข้าค่าย  มกม. ถ่าบทำเรื่อง The  Call  of  the  Wild ก็คงได้คบกันทุกวัน




                                                   _________________
 


      

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Tsai Chin [ Irene Chow ]



Tsai Chin หรือ Irene  Chow เธอเกิดในปี 1937 ณ  เมืองเซียงไฮ  ประเทศจีนเธอ

เป็นลูกสาวของนักแสดงยอดฝีมือ Zhou  Xin-Fang  เธอเติบโตและศึกษาอยู่ที่เมื่องเซี่ยงไฮ้  

ก่อนจะย้ายไปศึกษาต่อ  ณ  ประเทศอังกฤษ  ที่โรงเรียน  British  Royal  Academy  of  

Dramatic  Arts ในปี 1959 และมีโอกาสได้ประเดิมด้วยบทบาทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์เรื่อง The 

World of Suzie Wong  จากนั้นเธอก็มีโอกาสได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ มากมาย  อาทิ 

ภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่อง  The Oresteia.  The Scarlet Letter. รวมทั้งเรื่อง  M  Butterfly  ซึ่ง

ได้ประกบกับนักแสดงเจ้าบทบาทชื่อดังอย่าง  Anthony  Hopkins เป็นต้น  ความสามารถใน

ด้านการแสดงของเธอนั้นถึอว่ายอดเยี่ยมมากจนเป็นที่ยอมรับ  และกลายเป็นนักแสดงจากจีน

คนแรกที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขานักแสดงยอดเยี่ยมของสหราชอาณาจักรอีกด้วย



Sampan Chanpa

๋Johnny Tillotson



Johnny Tillotson....อดีต.....นักร้องขวัญใจวัยโก๋กี๋ในอดีตและเป็นนักแต่งเพลงสุดไพเราะ  นักร้องวัยรุ่นแนวป็อป เกิดเมื่อวันที่ ๒๐  เมษายน ๑๙๓๙  เมือง palatka รัฐ
Florida สหรัฐอเมริกา  เข้าร่วมกับรายการวิทยุท้องถิ่นรายการ Young Folk Revue ตั้งแต่อายุได้เพียง ๙ ขวบ และก้าวมาเป็นดีเจให้กับคลื่น WWPF ก่อนที่จะได้มาปรากฏโฉมหน้าทางการแสดงในรายการทางทีวี  Tody  Dowdy ในเมื่อง Jacksonvilly  เขาได้เซ็นสัญญากับค่าย Cadence  Records ในปี ๑๙๕๘  ประเดิมด้วยเพลง Dreamy Eyes เพลงที่คุ้นหูของเขาเช่น Judy Judy Judy,  Poety  in Motion,  It Keeps Right On A-Hurtin,
เป็นต้น จากนั้นก็มีผลงานภาพยนตร์เื่อง  Just For Fun.





แต่...เชื้อไหมครับว่าเมื่อครั้งที่ Johnny Tillotson ไปโชว์ที่โตเกียว  ในปี ๑๙๖๕ เขาร้องเพลง      Namida  Kun  Sayonara      เป็นภาษาญี่ปุ่น หรือชื่อ เป็นภาษาอังกฤษว่า 
Good  Mr.  Tears.